อัพเดตบล็อกอันรกร้างด้วยรีวิวจากเพจ FB ช่วงหลังๆจะเน้นอัพในFBมากกว่าที่นี่จ้ะ

Dark Souls 3 เล่าสู่กันฟัง สั่งลาตำนานผู้กล้าแห่งกองไฟ
.
.
"Rise, if you would. For that ... is our curse."
.
.
*รีวิวนี้เขียนในมุมมองของคนที่เล่นเกมในซีรีย์มาทุกภาคแล้ว เล่าสู่กันฟังกับเพื่อนๆที่เป็นแฟนซีรีย์ด้วยกัน สำหรับคนที่ยังไม่เคยเล่น แนะนำว่าเล่นไปเลยค่ะ ไม่ต้องอ่าน อ่านแล้วสปอยล์เปล่าๆ เพราะในแง่เกมเพลย์ภาคนี้นับเป็นภาคที่สนุกครบเครื่องแล้ว*
.
=Intro=
ผลงานภาคนี้สร้างสรรค์โดยฟอร์มซอฟต์แวร์เจ้าเก่า กุมบังเหียนการพัฒนาโดยผู้กำกับฮิเดทากะ มิยาซากิ ผู้ให้กำเนิดซีรีย์ ส่วนลูกทีมเป็นการผสมผสานกันระหว่างลูกทีมA (Dark souls 1, Bloodborne) และB (Dark Souls 2, The Lost Crowns)
.
โดย Dark Souls 3 นั้นดำเนินการสร้างตั้งแต่กลางปี2013 แม้ผกก.มิยาซากิเองจะเคยบอกว่าไม่อยากให้ Dark Souls มีภาคต่อมากมายหลายภาคเกินไป แต่ Dark Souls 3 ก็ถือเป็นผลงานลำดับที่5ของโซลซีรีย์ ซึ่งในช่วงหลังก็แทบจะเป็นซีรีย์รายปีไปซะแล้ว ทางผู้กำกับจึงตั้งใจว่า นี่จะเป็นภาคสุดท้ายของ Dark Souls ในระยะยาว และบทสรุปของตำนานผู้กล้าอันเดดก็จะเปิดเผยให้เห็นกันในภาคนี้
.
.
=เรื่องราว=
ขอขนานนามภาคนี้ว่า Souls Greatest Hits มันคือภาครวมฮิตทุกแง่มุมของทุกภาคที่ผ่านมา จะได้เจอกิมมิคจากทุกภาคตั้งแต่ Demon's Souls ยัน Bloodborne ไม่ว่าจะเป็นศัตรู แมคคานิค อาวุธ เป็นภาคต่อที่ตอบรับความฟินของแฟนๆทุกภาค
.
เนื้อหาของเกมดำเนินไปด้วยจังหวะแบบเดิมที่คุ้นเคย ตัวเอกตื่นขึ้นมาพร้อมภารกิจการการกอบกู้โลกด้วยการเดินทางไปตามตัว Lords of Cinder ทั้ง4กลับมายังบัลลังก์เพื่อเปิดทางไปยัง Klin of the first flame และกำหนดชะตาของโลกด้วยการเลือกว่าจะต่อชีวิตแห่งไฟหรือทิ้งให้โลกจมสู่ความมืดมิด

โฉมหน้าไฟร์คีปเปอร์ประจำภาคนี้


'อีกแล้วเรอะ' คือความรู้สึกแรกเมื่อดูอินโทรจบ พล็อตที่เรียบง่ายของ Demon's Souls ถูกนำมาใช้ต่อเป็นรอบที่4 จนก้ำกึ่งระหว่างความคลาสสิกกับความซ้ำซาก แต่สำหรับเราเนื้อหารายทางต่างหากที่สำคัญกว่า

วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ทั้ง4ในภาคนี้ ไม่ใช่วิญญาณของลอร์ดในภาค1 แต่เป็นวิญญาณของ Lord of Cinder แปลตามความหมายตรงๆของเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษคือผู้ที่เคยจุดกองไฟเพื่อต่อชีวิตไฟปฐมกาลมาแล้ว ทำให้เราคาดหวังว่าจะได้พบเจอบอสใหม่ๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับลอร์ดดั้งเดิม ซึ่งก็สมหวังในข้อนี้
.
เบื้องหลังของบอสส่วนใหญ่ใน Dark Souls 3 เป็นเรื่องราวที่สดใหม่ ไม่ใช่ไอ้นู่นไอ้นี่กลับชาติมาเกิด และยังมีบอสที่เคยมีลอร์กล่าวถึงในภาคเก่าเพียงแค่ชื่อ แต่ก็ได้มาโชว์ตัวในภาคนี้เสียที ถือว่าคลี่คลายประเด็นที่ค้างคาใจไปได้ในที่สุด
.
แต่ในด้านของเนื้อหาหลัก ที่บอกว่าจะเป็นบทสรุปของวัฏจักรนี้ เรากลับรู้สึกเหมือนเล่น Dark Souls 1 Remake เลย เพราะไม่ได้มีบทสรุปอะไรที่แปลกใหม่หรือเป็นจุดเปลี่ยน จบแบบดั้งเดิมเหมือนที่เคยเป็นมา ซึ่งเราก็คิดว่าจบแบบ Dark Souls 1 นั้นก็ลงตัวที่สุดแล้วล่ะ แต่ว่าพอเอามาเล่าซ้ำมันก็ไม่ได้อิมแพคแบบเดิม
.
.
=เกมเพลย์=
ระบบการเล่นของ Dark Souls 3 เป็นลูกผสมของ Dark Souls 1 + Bloodborne
มีการเคลื่อนไหวที่ฉับไวรวดเร็วกว่า Dark Souls 1 แต่ก็ยังใช้ระบบequipment load แบกของเยอะกลิ้งช้า และระบบฟื้นสตามิน่าที่ช้ากว่า Bloodborne ทำให้แสปมแดชหนีไม่ได้ ก็ต้องปรับตัวกลับมาเล่นแบบเพลย์เซฟมากขึ้น (ใช้โล่เหมือนเดิม lol) กะจังหวะการออกท่าโจมตีให้ดี และมีการนำระบบดีๆบางอย่างของ Dark Souls 2 มาใช้ด้วย เช่น การเตะการ์ดให้แตกแล้วทำคริติคอลฮิต รึการกินยา/โจมตีระหว่างไต่บันได

ไม่ใช่แค่เราที่พริ้วไหวมากกว่าภาคเก่า ศัตรูก็เช่นกัน


ระบบสำคัญที่เพิ่มเข้ามาคือ weapon art เป็นการใช้ท่าพิเศษของอาวุธ ซึ่งจะคล้ายกับท่าต่างๆของTrick weaponในBloodborne แม้จะไม่ละเอียดซับซ้อนเท่าBloodborne แต่ก็ช่วยเพิ่มมิติการเล่นให้ได้มากโข และจำนวนอาวุธที่มีท่วมท้นก็ส่งเสริมให้สร้างbuildในการเล่นได้มากมายหลายแบบ (แต่เอาจริงๆเราก็ใช้ถนัดอยู่ไม่เกิน10อัน)

ตอกย้ำจุดแข็งของ Dark Souls ที่มีมีอาวุธ/เครื่องแต่งกายหลากหลายเพิ่มReplay Valueได้เป็นอย่างดี คงจะถูกใจคนที่ชอบเล่นหลายๆอาวุธค่ะ
.
เวทย์ ไพโร และมิราเคิลภาคนี้ก็มีจำนวนให้ใช้มากมาย แต่จุดโหว่ของระบบเวทย์ก็คือการร่ายที่ช้าเท่าๆภาคเก่า แต่ศัตรูไวขึ้น...เละสิครับ จากแต่เดิมที่สายแคสเตอร์จะเป็นeasy modeมาอีทีนี้กลายเป็นhard modeเลยจ้า กากมากกก ต้องแบ่งขวดยาฟื้นHPมาเป็นขวดยาฟื้นMPอีก กว่าจะได้ลืมตาอ้าปากไปเก่งเอาท้ายเกมนู่น เล่นยากกว่าสายบ้าพลังฟันดะเยอะ ตอนนี้ความเก่งของแต่ละสายเลยไม่สมดุลย์กันเท่าไหร่
.
.
ในด้านของเลเวลดีไซน์ ตัดเรื่องความสวยงามออกไป เราคิดว่าภาคนี้ทำเลเวลดีไซน์ได้ดีที่สุดในทุกภาค ทั้งด้านคุณภาพและปริมาณ เพราะในภาคแรกทำดีแค่ครึ่งเกมแรก ครึ่งเกมหลังเผาส่ง, ภาคสองแผนที่ไม่เมคเซ้นส์ เส้นตรงไปทางตันอย่างเดียว ส่วนบลัดบอร์นเสียที่ความหลากหลายน้อยกว่า
.
แต่ตัวเกมจะดำเนินเรื่องแบบค่อนข้างเป็นเส้นตรง ไม่เหมือนภาคแรกที่เริ่มมาก็เปิดไปได้4-5ทางแล้ว ใน Dark Souls 3 ทางหลักจะแบ่งออกไม่เกินสองทาง แต่ว่าในแต่ละฉากมีทางแยกเล็กๆเยอะย่อยเต็มไปหมด ทางลับทางซ่อนเหล่านี้ เมื่อสำรวจแล้วก็จะวนมาบรรจบกัน หรือเปิดทางลัดกลับไปยังกองไฟได้แบบชาญฉลาด เป็นจุดที่เราชอบเกือบจะที่สุดของซีรีย์นี้เลย คือให้รางวัลกับคนที่ช่างสำรวจ
.
แต่กองไฟภาคนี้มีเยอะ มากกกกกกกกกกกกก เยอะจนจำไม่ได้ว่าอันไหนเป็นอันไหน แล้วจุดที่วางบางทีก็แปลกๆ บางอันเดินแป๊บๆเจอไม่ถึง3นาที บางอันเดินขาลาก และมีประเด็นเรื่องการวาร์ปได้ตั้งแต่ต้นเกม ทำให้มีข้อเสียเหมือนภาคสอง คือการเดินทางขาดความต่อเนื่อง ไม่ได้อารมณ์ผจญภัยของภาคแรก
.
.
'ความยาก' ผกก.เองเคยบอกหลายครั้งว่าไม่ได้เจตนาสร้างเกมยาก เจตนาจะสร้างเกมที่ท้าทายต่างหาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความยากเป็นประเด็นหลักที่คนสนใจกัน ในภาคนี้ความโหดร้ายของบอสดูจะเบาบางเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บอสหลายๆตัวรียูสกิมมิคเดิมๆจากภาคเก่า ไม่ว่าจะเป็นบอสมาเรีย2.0,พินวีล2.0,ดาบฟงอวิ๋น เล่นๆไปแล้วก็เห็นด้วยที่ว่าจะให้ภาคนี้เป็นภาคสุดท้ายในระยะยาว...เพราะว่าคงมุกตันแล้ว บอสมูฟเซตเดิมๆซะเยอะ หยุดพักไปคิดไอเดียใหม่ๆแล้วกลับมาน่าจะดีกว่า
.
แต่ศัตรูรายทางท้ายเกมและผู้บุกรุกตัวแดงของภาคนี้ น่าจะถือว่าโหดที่สุด AIฉลาดขึ้นมาก มีแพร์รี่ มีหลอกดักควาย ไม่ปล่อยให้เรากินยาสบายๆแล้ว
.
.
ระบบโคเวอร์แนนท์ภาคนี้ก็ต่อยอดจากภาค2 มีทั้งสายกัลยาณมิตร สายฆาตกร สายคนบ้าตีใครก็ได้ PvPกันนัวมาก โดยมีระบบอัพแรงค์แลกเวทย์และของเหมือนเดิม แต่ก็ยังมีจุดบกพร่องที่ว่าบางโคเวอร์แนนท์เก็บของอัพแต้มยากมาก ไปหาฟาร์มเอาจากศัตรูก็แรร์ดรอปสุดๆ นี่อาจจะเป็นภาคที่เราไม่เก็บplatinum trophyก็ได้...รู้สึกว่าเสียเวลาเกินไป ฟาร์มไม่สนุกด้วย
.

ถึงจะมีบอสรียูสหลายตัว แต่บอสใหม่ในภาคนี้ก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งในด้านความโหดและเนื้อหากินใจ


=กราฟฟิก=
ใช้เอนจิ้นเดียวกับบลัดบอร์น ภาพก็เลยคล้ายๆกัน คุณภาพก็ควรจะใกล้เคียง เราเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเลยไม่รู้สาเหตุ แต่เหมือนบลัดบอร์นจะสวยกว่าหน่อย นอกจากนี้ Dark Souls 3 ก็กินสเปคPCค่อนข้างเยอะและรันไม่ลื่นเอาซะเลย
.
ในด้านการกำกับศิลป์ เป็นอะไรที่สดชื่นขึ้นจากเมืองเน่าๆดำๆของยาร์นัม มาเป็นปราสาทเน่าๆสว่างๆ lol เกมไม่ดาร์คเท่าบลัดบอร์นแต่ก็ไม่แฟนตาซีฉูดฉาดเท่าภาค2 ด่านสไตล์เดิมๆมาครบ ทั้งหนองบึงป่าปราสาทสุสานคุกลาวาหิมะ ส่วนตัวแล้วเราชอบด่านปราสาทของภาคนี้นะ มันเป็นปราสาทแบบรุ่งเรืองอลังการ แต่บางคนก็อาจจะเบื่อเพราะปราสาทเยอะเกือบครึ่งเกม
.
จุดด้อยอีกข้อนึงคือรียูสของประกอบฉากเยอะมาก บางจุดนี่งงๆว่าเล่นเกมไหนอยู่ นึกว่าเดินอยู่ในสุสานแฮมวิกของบลัดบอร์น รวมถึงบางโมเม้นต์ในช่วงท้ายเกมก็เท่ดี แต่ดันใช้มุกเดิมในบลัดบอร์นไปแล้วอ่ะสิ
.
.
=สรุป=
Dark Souls 3 เป็นเกมที่ดี ถ้าเราต้องแนะนำเกมซีรีย์นี้ให้ใครที่ไม่เคยเล่นมาก่อน เราก็คงจะแนะนำภาคนี้ให้เล่น เพราะเป็นภาคที่เนื้อหาสมบูรณ์ที่สุด สอบผ่านมาตรฐานของซีรีย์ ไม่มีจุดเผา ระบบต่างๆก็ผ่านการขัดเกลามาหมดแล้วจากภาคเก่าๆ
.
แต่สำหรับเหล่าแฟนเกมหน้าเก่า การเดินตามรอยเท้าเดิมของเกมก่อนๆ กลับเป็นหนึ่งในข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดข้อนึง จุดว้าวจุดประทับใจหลายๆจุด เป็นจุดที่เกิดขึ้นจากการเล่นภาคเก่ามาก่อน (ประมาณว่าnostalgia) พูดได้ว่า Dark Souls 3 มีเอกลักษณ์ที่เป็นตัวของตัวเองน้อยเกินไป มีความแปลกใหม่น้อยเกินไป
.
ถึงอย่างงั้น ก็เป็นภาคส่งท้ายที่เราค่อนข้างพอใจ และแนะนำให้แฟนๆซีรีย์เล่นกัน เพียงแต่อย่าคาดหวังความเอพิคแรกพบที่ได้จากภาคแรก หรือบลัดบอร์นค่ะ

 

ลาแล้ววัฏจักรแห่งกองไฟ...แต่สักวันเราจะพบกันอีก

ป.ล. ไม่ค่อยอยากจัดลำดับ แต่เดี๋ยวคงมีคนถาม ในด้านของ PvE (Single player)
เราให้ Bloodborne > Dark Souls > Demon's Souls , Dark Souls 3 > Dark Souls 2
...มั้งนะ (อันดับแรกกับสุดท้ายนั้นตายตัว แต่ไอ้ตรงกลางนี่สลับๆกันแล้วแต่อารมณ์)

 

TAEPOPPURI~ View my profile