ไม่ได้อัพบล็อกซะนาน เข้าเรื่องเลยละกัน
 
หลังจากวางจำหน่ายBloodborneไปเมื่อช่วงต้นปี ทางFrom softก็ไม่เว้นช่วงให้แฟนๆได้พักหายใจกันเลย โดยทางทีมงานที่ประกอบไปด้วย ฮิเดทากะ มิยาซากิ(ผู้กำกับDemon's Souls,Dark soulsและBloodborne)ในฐานะหัวเรือหลัก พร้อมทีมงานที่ผสมกันทั้งทีมAและB (ทีมAสร้างDark Souls และ Bloodborne ทีมBสร้าง Dark Souls 2) เปิดตัว Dark Souls 3 ไปในเดือนมิถุนายน2015 โดยจะลงให้กับเครื่อง PS4, Xbox One และ PC และวางจำหน่ายช่วงต้นปี 2016
 
 
ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเกมเพลย์และเนื้อเรื่องไปในงานE3เมื่อเดือนมิถุนายนและงานGamescomในต้นเดือนสิงหาที่ผ่านมานี้ จึงจะสรุปรายละเอียดทั้งหมดไว้ดังนี้ ไม่นับข่าวลือและข่าวleakที่แม้จะน่าเชื่อถือ แต่ก็ยังไม่ได้ยืนยันแบบofficial (อาทิ ระบบสร้างกองไฟต้องลากศพศัตรูมาทำพิธี)
 
การพัฒนา
 
  • ในตอนเปิดตัว ทางผู้จัดจำหน่ายบันไดแนมโค่ ได้หลุดปากออกมาว่า 'บทสรุปของตำนาน' ทำให้ทุกคนเข้าใจกันไปว่า Dark Souls 3 จะเป็นเกมสุดท้ายในซีรีย์ แต่ทางทีมงานเองก็ออกมาปฏิเสธ แก้ไขว่า ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเกมสไตล์ดาร์คโซลจากฟอร์มซอฟต์อีกแล้ว แต่หมายถึงว่าภาคนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของซีรีย์ นั่นคือจะเป็นตอนสุดท้ายที่ใช้ธีมและลอร์เดิม เพราะคุณมิยาซากิก็คิดว่ามันจะซ้ำซากไปแล้วหากยังเล่าเรื่องราวคล้ายเดิม ในอนาคตเอง เค้าก็อยากจะเอาธีมอื่นๆที่เคยเป็นผลงานของฟอร์มซอฟต์มาปรับใช้กับซีรีย์นี้บ้าง อาทิแนวไซไฟของอาร์เมอร์คอร์ แนวนินจาของเทนชู เป็นต้น ส่วนตัวเราแล้วอยากให้ทำโซลสไตล์ไซไฟที่ออกแบบศิลป์โดยทสึโตมุ นิเฮย์ (ผู้เขียนมังงะสุดคัลท์อย่างBlame!, Biomega, Knight of Sidonia)
  • Dark Souls 3 เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ช่วงที่ทำDLCให้กับ Dark Souls 2 โดยคุณมิยาซากิก็ทำBloodborneไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่เขาไม่ได้อยู่ในทีม Dark Souls3 ตั้งแต่แรก มาเข้าร่วมตอนที่ทีมกำลังทำโปรโตไทป์ตัวแรกของเกมอยู่ และระหว่างนั้นเองคุณมิยาซากิก็ได้แต่งตั้งให้เป็นประธานบริษัท เพราะฉะนั้นถึงเขาจะไม่ได้เป็นคนตั้งต้นให้มีโปรเจคต์นี้ แต่ก็มีอิสระในการควบคุมทิศทางของเกมอย่างเต็มที่แล้ว (ควบทั้งหน้าที่ผู้กำกับและประธาน) โดยเรื่องของเกมเขาจะเป็นคนดูแล แต่เรื่องยิบย่อยอย่างการจัดประชุมก็จะให้คุณทานิมูระ ผู้กำกับร่วมเป็นคนดูแล
  • ตั้งเป้าไว้ที่30FPSเช่นเดียวกับ Bloodborne โดยจะพยายามทำให้เฟรมเสถียรตลอดทั้งเกม (พี่ก็พูดงี้มาตั้งกะสมัยDemon's soulsนะคระะะะ)
เกมเพลย์

  • เกมภาคนี้เป็นการร่วมมือกับระหว่างทีมงานทั้งสองทีมในฟอร์มซอฟต์แวร์โดยมีคุณมิยาซากิเป็นผู้นำ ดังนั้นทีมงานทั้งหมดจึงได้ประชุมกันเพื่อนำข้อดีของเกมก่อนๆในซีรีย์ ไม่ว่าจะเป็น Demon's Souls, Dark Souls1-2 และ Bloodborne มาปรับใช้กับเกมนี้
  • เน้นความหลากหลายของอาวุธและชุดเกราะตามแบบDark souls แต่ระบบสู้จะเพิ่มความคล่องแคล่วฉับไวแบบ Bloodborne 
  • ตอนทำBloodborne มีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้คุณมิยาซากิทำอย่างใจอยากไม่ได้ เช่น ชุดเกราะโหดๆมันวาว เพราะมันไม่เข้ากับธีมเกม ก็เลยจะมาจัดเต็มในภาคนี้แทน
  • เพิ่มระบบสำคัญคือระบบ Sword Art เป็นการกดปุ่มL2เพื่อใช้ท่าพิเศษ(แบบทริคเวพ่อนของบลัดบอร์น) อาวุธแต่ละชิ้นก็จะมีท่าพิเศษที่แตกต่างกัน 
  • เช่นดาบใหญ่ เมื่อกดเข้าโหมดSword Artแล้วจะเป็นการถือสองมือแล้วเสยอัปเปอร์คัททำให้การ์ดเบรค มีดสั้นจะสามารถแยกส่วนกลายเป็นมีดคู่ หากเป็นขวานก็จะเป็นการกระแทกออร่าออกมาพร้อมเพิ่มดาเมจของขวานในฮิตต่อๆไป เป็นต้น
  • การผสมผสานมูฟเซตใหม่ๆในโหมดSword artเข้ากับมูฟเซ็ตปรกติที่คุ้นเคย จะทำให้กลยุทธ์ในการสู้ของภาคนี้ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าภาคก่อนๆ

  • บอสเองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงมูฟเซ็ตขณะต่อสู้เช่นกัน อาจทำให้คุณไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดิมตอดเลือดจนกว่าบอสจะตายได้ ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีฆ่าหรืออาวุธที่ใช้ให้เหมาะสม
  • บอสในเดโมที่เอามาโชว์มีชื่อว่า Dancer of Frigid Valley มีการเปลี่ยนลักษณะการโจมตีเมื่อสู้ไประยะหนึ่ง จากที่ตอนแรกจะใช้มีดอันเดียว ก็กลายเป็นมีดคู่ แล้วท่าที่ใช้รวมถึงความรุนแรงก็เปลี่ยนไป
  • นอกจากจะออกแบบบอสมาให้ดูน่ากลัว แต่ว่าบอสแต่ละตัวก็จะมีเอกลักษณ์ของมันเองด้วย ในกรณีของ Dancer of Frigid Valley คุณจะรู้สึกได้ถึงความโศกเศร้า เหตุผลของมันคืออะไรกันล่ะ? ก็จะสามารถไปหาคำตอบได้ในเกม
  • ใช้ระบบเติมเลือดด้วยเอสตัส แฟลกซ์เช่นเดิม และเป็นการดื่มปุ้บเติมปั๊บแบบภาคแรก ไม่ใช่แบบภาค2ที่เลือดขึ้นช้าาาามาก...
  • การโจมตีสวนและแทงหลังใช้จังหวะแบบเดียวกับภาคแรก
  • ถืออาวุธได้ข้างละ3ช่อง
  • ศัตรูจะมีรูทการเดินในฉากเหมือนบลัดบอร์น ไม่ยืนงงๆอยู่กับที่ และจะฉลาดขึ้นมาก ถ้าเราถีบมันตกกำแพงไป มันจะวิ่งไปหาทางมาตุ๋ยเราได้เอง ไม่ติดกำแพงแบบโง่ๆละ

  • จะมีเบต้าเทสต์แน่นอนเหมือนสมัยดาร์คสองและบลัดบอร์น ช่วงเวลาน่าจะเป็นปลายปีนี้ วิธีคัดเลือกคนเข้าเบต้าก็จะขอคิดดูก่อนว่าจะรับกี่คน รับทางไหน (สมัยภาคสองให้ลงทะเบียนในเวป ส่วนบลัดบอร์นสุ่มเลือกเอาผสมลงทะเบียน)
  • เกมจะเน้นบรรยากาศที่สวยงามแบบเศร้าๆตามสไตล์ซีรีย์นี้ แต่จะเพิ่มความรันทดเข้าไปอีกเพราะธีมของภาคนี้คือ จุดจบ ความสวยงามของงานออกแบบศิลป์ก็จะสะท้อนถึงคีย์เวิร์ดนี้เช่นกัน เหมือนดอกไม้ที่กำลังร่วงโรย มันสวยงามแต่ก็เศร้าไปในขณะเดียวกัน
  • เวิร์ลดีไซน์ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนแบบดาร์คโซลภาคแรกและบลัดบอร์น โดยเป็นส่วนที่คุณมิยาซากิเน้นที่สุด แผนที่ในภาคนี้เขาจะลงมาคุมด้วยตัวเองโดยตรง การสำรวจฉากต่างๆจะกว้างขวางขึ้น ทุกที่ที่เห็นในเกมจะสามารถสำรวจได้
  • ภาคนี้จะไม่มีHubแยก อย่างเนกซัสในDemon's souls หรือ ความฝันของนักล่าในBloodborne แต่จะเป็นสไตล์ไฟร์ลิงค์ไชรน์ของภาค1
  • ระบบออนไลน์จะไม่ใช้โซลเมมโมรี่แล้ว (เย้) จะใช้การจับคู่ตามโซลเลเวล
  • นิวเกมพลัส(เล่นเกมรอบใหม่ด้วยตัวละครเดิม) นอกจากจะเพิ่มความโหดแล้ว ก็จะมีรางวัลและความสนุกที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเล่นรอบแรกด้วย 
  • คุณมิยาซากิยังคงย้ำว่า ถ้าเป็นเกมที่เขากำกับ เขาไม่เคยเจตนาทำให้เกมยาก แต่เขาต้องการทำให้เกมมีความท้าทาย และให้ผู้เล่นได้รับความรู้สึกดีๆเวลาที่เอาชนะมันได้ ความยากนั้นเป็นแค่ผลพลอยได้ และเขาขอยืนยันว่าหากมีชื่อเขาเป็นผู้กำกับละก็ เกมๆนั้นจะต้องมีคุณภาพให้แฟนๆพึงพอใจได้แน่นอน (ด่าภาค2เหรอค๊าาาา)
 
เนื้อเรื่อง
 
  • เรารับบทเป็น Dark hero มีเป้าประสงค์ในการกำจัด Lords of Cinder เพื่อปิดลูปยุคแห่งไฟ 
  • จะมีระบบคล้ายๆโคเวอร์แนนท์ในเกมเหมือนเดิม โดยคอนเฟิร์มว่าจะมีท่า  \[T]/ แน่นอน เตรียมตัว Jolly cooperation! กันได้เลย
  • ในเกมจะมีป้ายหลุมศพให้กดสำรวจ แต่ละอันก็จะบอกเนื้อเรื่องเล็กๆน้อยๆมึนๆตามสไตล์เกมนี้ ในเดโมมีอยู่สามกระจายไปตามจุดต่างๆอันดังนี้

    "หลุมศพของผู้ปกป้องที่ไร้นาม เขาเคยต่อสู้เพื่อลอร์ดออฟซินเดอร์"

    "ถูกเนรเทศมาจากบ้านเกิดเมืองนอน เขาถูกหลอกหลอนด้วยดวงอาทิตย์สีดำ"

    "ตายอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยว ขอให้ดวงวิญญาณของเจ้าได้กลับไปยังฟริจิดวัลเลย์"

  • ลอร์ดออฟซินเดอร์คือเหล่าราชันย์แห่งเถ้าถ่าน คาดว่าเป็นเหล่าบอสหลักที่เราต้องไปปราบในภาคนี้
  • อาจจะนึกถึงลอร์ดกวินน์กันเมื่อใช้คำว่า ลอร์ดออฟซินเดอร์ แต่ในภาคนี้เราพูดถึง Lords นั่นคือเป็นชื่อสถานะ ที่มีกันได้หลายคน ไม่ได้เฉพาะเจาะจงหมายถึงกวินน์
  • ฟริจิดวัลเลย์เป็นดินแดนในภาคนี้ อยู่ในที่ๆห่างออกไป ไม่ใช่ดินแดนที่เนื้อเรื่องเกิดขึ้น โดยสถานที่ในเดโมคือกำแพงเมืองโลเดเลธ เป็นที่ๆเคยมีสงครามเกิดขึ้น
  • เนื้อเรื่องในภาคนี้จะเป็นการไขปมสำคัญในซีรีย์ (เดาว่าเป็นเรื่องของลูปยุคแห่งไฟและความมืด) เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่จะทำให้ภาคนี้เป็นจุดเปลี่ยนของซีรีย์

แถม

  • เมื่อเทียบกับชื่อเสียงของเกมแล้ว นับได้ว่าฮิเดทากะ มิยาซากิเป็นผู้กำกับที่เก็บเนื้อเก็บตัวที่สุด ไม่ชอบออกสื่อ พูดน้อย ถ่อมตัว แม้จะโด่งดังจากDemon's Soulsมานานแล้ว แต่เรื่องส่วนตัวของพี่แกก็เปิดเผยมาแค่นิดเดียว เวลาไปออกงานอะไรก็ไม่ค่อยเห็นหน้า แฟนเกมบางคนเล่นเป็นพันชั่วโมงแล้วยังไม่รู้จักหน้าเขาด้วยซ้ำ
  • สมัยเด็กๆ บ้านคุณมิยาซากิค่อนข้างยากจน ก็เลยไม่มีของเล่นของหลอก การไปเล่นในวัยเด็กก็คือการไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด โดยชอบอ่านนิยายของต่างประเทศ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของโลกในจินตนาการที่ไม่เหมือนใครของเขา
  • 'ผมไม่มีความฝัน ไม่มีความมุ่งมั่น' ไม่ได้มีความตั้งใจน่าชื่นชมอะไรเลย ตัวคุณมิยาซากิในวัยรุ่นไม่ได้ต่างไปจากคนทั่วไป เขาเข้าเรียนที่มหาลัย Keio คณะสังคมศาสตร์
  • โตมาก็มีความสนใจที่จะมาทำงานในการเกม แต่ก็ไปทำงานสายอื่นซะก่อน จนวันนึงเจอเพื่อนเก่าที่เอาเกมมาให้เล่น แล้วรู้สึกว่านี่แหล่ะ คือสื่อประเภทที่เขาอยากจะทำงานกับมัน เกมที่ช่วยกระตุ้นความหลงใหลในการสร้างเกมของเขาเกมนั้นคือ Ico (เกมโคตรแนวของฟูมิโตะ อุเอดะ ผู้สร้าง Shadow of the colossus) เขารู้สึกว่า นี่แหล่ะ ฉันก็อยากทำเกมบ้างสักเกม
  • ในตอนนั้นอายุก็ปาเข้าไป29แล้ว กลายเปลี่ยนสายงานเป็นเรื่องที่ลำบากมาก จะไปสมัครในฐานะเด็กจบใหม่ก็แก่เกิน จะไปสมัครในฐานะคนมีประสบการณ์ก็ไม่ได้ เพราะไม่เคยทำงานเกมมาก่อน แถมถึงเข้าไปได้ เงินเดือนก็น้อยลงอย่างน่าใจหายจากการเปลี่ยนสายงาน
  • จนได้โอกาสเข้าทำงานที่ฟอร์มซอฟต์แวร์นี้ ในตอนนั้นยังเป็นแค่ค่ายเล็กๆ ทำเกมที่ได้กระแสตอบรับธรรมดา และอยู่ในช่วงขาลงซะด้วยซ้ำ หน้าที่คือเป็นโค้ดเดอร์ของArmore core จนเมื่อปี2004 เขาได้ยินว่ามีโปรเจคต์ใหม่ในบริษัท เป็นโปรเจคต์แนวFantasy มีชื่อว่าDemon's Souls
  • Demon's Souls ถูกวางแผนไว้ให้เป็นเกมแนวAction adventure โดยตัวเกมเวอร์ชั่นเริ่มแรกนั้นล้มเหลวห่วยแตกมาก ทว่าคุณมิยาซากิกลับคิดทันทีว่านี่แหล่ะโอกาสทอง ถ้าเขาสามารถคุมทีมที่ทำเกมนี้ได้ เขาก็จะเนรมิตรให้มันเป็นไปตามไอเดียของเขาได้ และถึงมันจะเจ๊ง ก็ไม่มีใครแคร์เพราะไงๆมันก็ทำท่าจะเจ๊งอยู่ (เป็นงั้นไป)
  • เขาได้คุมทีมและเปลี่ยนระบบ/เนื้อเรื่องทุกอย่างให้เป็นแบบที่เขาเชื่อมั่นว่าดี จนเมื่อตัวเกมคลอดออกมา มันได้รับผลตอบรับที่ย่ำแย่ ยอดขายอาทิตย์แรกนั้นรวมได้แค่สองหมื่นแผ่น 
  • แต่เพชรในตมก็เริ่มได้รับการเปิดเผย เมื่อเล่าลือกันปากต่อปาก Demon's Souls กลายเป็นเกมสุดคัลท์ที่แฟนๆWRPGบอกต่อ เกมเพลย์ท้าทายโหดหินที่ห่างหายจากวงการเกมไปนาน เนื้อเรื่องที่ละเอียดอ่อนแต่เข้าถึงยากกลายเป็นจุดขายทันที
  • ในไม่กี่เดือนยอดขายก็ทะลุหนึ่งแสนแผ่น และได้วางจำหน่ายในต่างประเทศ หลังจากนั้น Dark Souls ก็ตามมา และยิ่งตอกย้ำความสำเร็จเข้าไปอีก
  • ปัจจุบันนี้ คุณมิยาซากิอายุ39ปี และเป็นประธานบริษัท เพื่อนร่วมงานบอกว่าเคสนี้น่ะหายากสุดๆ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่น่ะไม่เปลี่ยนบริษัทที่ทำงานกันหรอก ยิ่งเปลี่ยนสายงานนั้นแทบจะไม่มีเลย แต่มิยาซากิกลับประสบความสำเร็จในการทำตามสิ่งที่มุ่งมั่น และได้เป็นประธานบริษัทในเวลา10 
  • จนถึงทุกวันนี้ เขาก็ยังทำงานเหมือนเดิม คุมทุกอย่างให้เป็นตามที่เขาต้องการ (เผด็จการมากคร่าา) แต่ทีมงานทุกคนก็เชื่อมั่นและให้ความเคารพเขาแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นงานด้านอาร์ต เกมเพลย์ เพลง ก็ต้องเป็นแบบที่เขาคิดไว้ เนื้อเรื่องในเกม ก็จะไม่มีใครได้รู้แม้กระทั่งทีมงานด้วยกันเอง จนกว่าเขาจะบอกให้ใส่นู่นใส่นี่ลงไปน่ะแหล่ะ โลกของดาร์คโซล(ยกเว้นภาค2) อยู่ในหัวของเขาทั้งหมด
  • แม้จะทำงานในฐานะประธานแล้ว แต่สิ่งที่เขาชอบก็ยังเป็นการสร้างเกมด้วยตัวเอง โดยปรกติเขาจะเล่นเกมที่ทำเองทุกๆจุดๆก่อนจะให้ผ่าน จะมีChalice dungeonในBloodborneที่เขาไม่ได้เป็นคนสร้าง และก็ไม่ได้เทสต์ด้วยตัวเอง (มิน่าาาา)
  • ทิ้งท้ายไว้ว่า คุณมิยาซากิบอกว่าเขาเล่นเกมไม่เก่งที่สุดในทีมงานที่สร้างแล้ว... เพราะงี้เขาถึงเข้าใจความรู้สึกเวลาเอาชนะสิ่งที่ท้ายทายได้ดียังไงล่ะ

สุดท้าย รวมคลิปเทรลเลอร์และเกมเพลย์ค่ะ

CGI trailer

Gamescom trailer

Gameplay ตามลำดับ

Comment

Comment:

Tweet

TAEPOPPURI~ View my profile