รวมบทพูดจากเกม ภาค2

posted on 28 Nov 2009 19:04 by taepoppuri  in Games

อา.....แบบไม่มี งานไม่มา ไอเดียไม่เกิด แล้วจะเอาอะไรส่งวะะะะะ 

 

ช่วยด้วยยยยยย  จิตหลุดขอเอาเวลาอันมีค่ามาแปลไดอะลอคที่ชอบนิดหน่อย


ครั้งนี้พบกับอ่างชั้นแตก:กลางดงโจร หรือพูดดีๆคือ Uncharted 2 : Among thieve  

ตอนจบ เนทยืนคุยกับโคลอี้

โคลอี้:  "เฮ้อ....มันก็เป็นการผจญภัยที่ยาวนานและก็แปลกๆดีนะ"

เนท: "อืม...นี่ เธอน่าจะเป็นบทฮีโร่บ่อยๆนะ  เข้ากับกับเธอจะตายไป" 

โคลอี้:  "....ฮะฮะ ไม่ล่ะ.....ตอบอะไรชั้นหน่อยสิเนท คุณรักเอเลน่ารึเปล่า"

เนท: "......โคลอี้ผมขอโทษนะ ผม.."

โคลอี้:  "ไม่ ไม่เป็นไร แบบนี้แหล่ะดีแล้ว ...จริงๆนะ ถ้างั้น ก็ทำตามที่ตัวเองต้องการซะสิพ่อหนุ่มคาวบอย.....บอกเธอไปเลย"  

เนท: "โคลอี้.."

โคลอี้:  "ไม่เอาน่า....(ตีหน้าเนทเล่นเบาๆ) ตาชั้นแล้วที่ต้องเดินจากไป.....แต่ก็ยอมรับเหอะนะ ว่าคุณจะต้องคิดถึงก้นชั้นแน่ๆ "  

 

นังโคลอี้ก้นสะบึม ไม่ต้องเนทหรอก คนเล่นก็จำได้เหมือนกัน 

--------------------------------

ต่อจากตะกี้นิดนึง ช่วงสุดท้าย....หลังจากโคลอี้ไปแล้วเอเลน่าที่เพิ่งหายบาดเจ็บเดินออกมาจากบ้านพัก กำลังซึ้งๆน้ำเน่าอยู่เอเลน่าก็ถามว่า

 

เอเลน่า: "เนท จาก1ถึง10คะแนนนะ เธอกลัวแค่ไหนว่าชั้นจะตาย" 

เนท: "งืมม....4คะแนน"

เอเลน่า: "....4!"

เนท: "ใช่ 4 ทำไมอ่ะ"  

เอเลน่า: "4คะแนนน่ะนะ!"

เนท: "...อื้อ"

เอเลน่า: "อย่างน้อยมันควรจะเป็น8คะแนนไม่ใช่เหรอ!"

เนท: "...8คะแนนเรอะ.."

เอเลน่า: "ใช่8คะแนน มันควรจะเป็น8เป็นอย่างน้อยสิ!"

เนท: "8เร้อ เฮ้ยย.... ไอ้พวกตัวประหลาดเฝ้าเมืองนั่นตะหากล่ะที่8"  

เอเลน่า: "อย่ามาล้อชั้นเล่นน่า!"

เนท: "จริงๆ ไอ้ตัวพวกนั่นน่ากลัวเป็นบ้า!"

เอเลน่า: "งั้นอะไรล่ะที่ได้10คะแนน?"

เนท: "อืม............ตัวตลก"

เอเลน่า: ".........................ตัวตลก.....ได้คะแนนมากกว่าการที่ชั้นจะตายเนี่ยนะ????"

เนท: "ก้อ.....ชั้นเกลียดตัวตลกนี่...ชั้น ชั้นกลัวมันอ่ะ"  

เอเลน่า: "โอ้ย เชื่อเค้าเลย -*-  เธอน่ะคิดว่าชั้นตายไปแล้วใช่มั้ยล่า" 

เนท: "อะไร้ ใครคิด ไม่มีอ่ะ"

เอเลน่า: "จริงๆ ชั้นเห็นเธอแอบเช็ดน้ำตาด้วย"

เนท: "ห๊ะ อะไรน่ะนั่น มั่วแล้ว ไม่มี"

เอเลน่า: "มีสิ เธอร้องไห้ใหญ่เลย"

เนท: "ฝนตะหาก"

เอเลน่า: "555 ไม่ใช่ ฝนที่ไหนล่ะตาบ้า"  

เนท: "เธอน่ะไม่รู้เรื่องสลบไปตอนนั้นฝนตกอยู่ตะหาก.."

เอเลน่า: "โอ๊ย อย่ามาอำ ตอนนั้นแดดจ้าจะตายแล้วเธอก็โวยวายกลัวว่าชั้นจะตาย"  

เนท: "ก็บอกว่าฝนตกแล้วเธอก็นอนสลบไง...."

เอเลน่า: "เอาะเถอะ ชั้นเก็บน้ำตาเธอได้เป็นไหๆเลย ชั้นมีหลักฐานนะ"

เนท: "...........งั้นชั้นให้เธอ5คะแนนแล้วกัน โอเคป่ะ"  

 

 

จบ  555 เป็นฉากจบเกมที่ฮาดีค่ะ

 

จขบ.ก็ขอไปทำงานต่อล่ะ.........มั้ง

Final Fantasy XIII : Episode Zero -Promise- บทที่ 3-4

posted on 26 Nov 2009 20:15 by taepoppuri  in Games

อ่านตอนเก่าๆได้ที่นี่link-all epizodes-

เครดิตอังกฤษ http://dilly-shilly.blogspot.com/ 

 ครั้งนี้ผู้แปลคือพี่บอนจากffplanetจ้า

=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=

ตอนที่ 4 มุมมองของซัซส์

เธอบอกว่าวันพรุ่งนี้ก็คือวันพรุ่งนี้ ไม่ได้โกหก ท้ายที่สุดแล้วในช่วงเย็นของวันฉันก็ได้รับอนุญาตให้เข้าพบแดจซ์ได้เสียที พ่อจะทิ้งลูกเอาไว้ในห้องก่อนนะ เพราะพ่อกังวลว่าถ้าลูกไปด้วย แดจซ์คงจะนึกภารกิจของตนเองไม่ออกแน่ๆ

อย่าโกรธไปเลย พ่อเองก็อยากให้ลูกกับแดจซ์ได้พบกันอยู่ แต่คุณร้อยโทเค้าก็พูดถูก เมื่อมีอะไรดึงความสนใจจากเด็กไป พวกเขาก็จะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปเลย ในตอนนี้ ฉันยังไม่เข้าใจว่าภารกิจที่พวกเขาพูดถึงคืออะไร ไม่เข้าใจเลย แต่ฉันก็หวาดกลัว ไม่ใช่แค่ในตอนนี้เท่านั้น แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้สึก....กังวลมาก

เด็กหกขวบจะไปเข้าใจอะไรได้? เขาจะเข้าใจได้ยังไง?

นั่นคือภาพรวมที่ฉันคิด...

เมื่อพวกเขาเรียกซัซส์เข้าไป มันก็เป็นห้องคนละห้องกับที่เขาได้เข้าไปเมื่อวานนี้ แล้วแทนที่จะมีมอนิเตอร์ มันกลับมีหน้าต่างบานใหญ่ ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นห้องข้างๆ ได้อย่างชัดเจน แต่ห้องข้างๆ จะไม่สามารถมองเข้ามาในห้องนี้ได้ เพราะขืนมองเข้ามาได้ละก้อ แดจซ์ที่เห็นพ่อก็คงวิ่งโผเข้ามาหาแน่ๆ พวกเขาคงใช้ห้องนี้สำหรับการจับตาดูแดจซ์

“คุณอยากจะพบเขาก่อน? หรืออยากให้เราเล่าให้ฟังว่าพวกเราค้นพบอะไรก่อน?”

“พวกคุณพบอะไรเหรอครับ กรุณาบอกผมด้วย”

ซัซส์อยากพบกับแดจซ์มาก แต่เขาเองก็กังวลกับผลการตรวจสอบมากเช่นกัน ถ้าเขาเข้าไปพบหน้าแดจซ์โดยที่ยังพกความกังวลนี้อยู่ ลูกชายของเขาคงต้องพลอยเป็นห่วงไปด้วย ดังนั้นเขาจึงคิดว่าเขาควรที่จะฟังผลการตรวจสอบนี้ก่อน

ที่ห้องข้างๆ นั้นมีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งกำลังเล่นกับแดจซ์อยู่ เขาคนนั้นน่าจะอายุราวๆ สามสิบต้นๆ ผมสีเงินอ่อนและแผลบนหน้าผากของเขาน่าจะทำให้เด็กๆ หวาดกลัว แต่แดจซ์กลับดูจะชอบเขาอยู่ไม่น้อย บางทีผู้ชายคนนั้นอาจจะเป็นคนรักเด็กก็ได้ หน้าเขาดูคร่ำเครียดมาก แต่เขาก็ยังเล่นกับแดจซ์ทั้งที่ทำหน้าแบบนั้น บางทีเขาคงจะจริงจังกับงานมาก

“แดจซ์เป็นเด็กดีมากนะ เขาไม่อายเลย และยังรับฟังคนอื่นได้เป็นอย่างดี” นาบาตที่กำลังมองทะลุกระจกเข้าไปเหมือนกัน ส่งยิ้มออกมา

“แม่ของเขาตายตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็กน่ะ  เขาเลยต้องไปอยู่ในสถานดูแลเด็กเล็ก ด้วยเหตุนี้เขาจึงคุ้นเคยกับการเล่นกับพวกผู้ใหญ่ จากนั้นมาฉันก็เปลี่ยนงานจากที่ต้องทำงานไกลๆ ก็ย้ายมาทำงานแค่ในท้องถิ่นแทน เพื่อที่ฉันจะได้ทำหน้าที่ของพ่อได้ดียิ่งขึ้น”

ก่อนที่ภรรยาของเขาจะเสียชีวิตไปเมื่อ 3 ปีก่อน ซัซส์หมกหมุ่นอยู่กับงานมาก เขามีความฝันที่จะได้เป็นนักบิน แล้วในท้ายที่สุดเขาก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักบินที่ต้องบินไปยังเส้นทางอันไกล โพ้น ทุกๆ วันของเขาจึงเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก

ทุกคนแปลกใจมากตอนที่ซัซส์ผันตัวเองมาเป็นนักบินในท้องถิ่นเพื่อลูกชายของ เขา กระทั่งตัวซัซส์เองก็ยังแปลกใจ ทั้งที่เขาทำงานหนักมาตลอด แต่จู่ๆ เขาก็ล้มเลิกมันกลางคัน แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกผิดแต่อย่างใด ในไม่ช้าเขาก็เริ่มรู้สึกได้เป็นครั้งแรกว่า การใช้เวลากับลูกน้อยนั้น มันช่างสนุก และชวนให้อบอุ่นหัวใจเพียงใด

นับแต่เวลาที่แม่ของแดจซ์ต้องจากไป ซัซส์ก็ไม่อยากให้ลูกของเขาต้องอยู่อย่างเดียวดาย ดังนั้นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเขาจึงตั้งใจทำงานพร้อมทั้งดูแลลูกน้อยของเขาให้ดีที่สุด ทว่าในความเป็นจริงแล้ว แดจซ์ต่างหากที่เป็นคนช่วยซัซส์ไว้ รอยยิ้มของเขา เสียงหัวเราะของเขา กลายเป็นความหมายในการมีชีวิตอยู่ของซัซส์

“คุณพบอะไรเหรอครับ? แล้วคุณช่วยเอาเจ้าลูซิอะไรเนี่ยออกไปได้ด้วยมั้ย?” ซัซส์พูดพลางคิดว่าเขาไม่อยากสูญเสียรอยยิ้มของแดจซ์ไป ทว่านัยน์ตาของนาบาตที่ได้ยินกลับเปี่ยมด้วยความสลด ใจ

“ด้วยเทคโนโลยีของมนุษย์ในตอนนี้... ฉันเสียใจด้วยค่ะที่ต้องบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้”

“ไม่จริง....” ซัซส์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะขาดใจ หากแดจซ์ไม่สามารถทำภารกิจของเขาให้สำเร็จได้ล่ะก้อ เขาต้องกลายเป็นมอนสเตอร์ซีคอร์ปแน่ แต่ถ้าเขาทำภารกิจได้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นคริสตัล ตำราเก่าแก่บอกไว้ว่า “ลูซิผู้บรรลุภารกิจที่ถือมอบ จักแปรเปลี่ยนกายาสู่คริสตัลอันเป็นนิรันดร” แต่สำหรับมนุษย์แล้ว ไอ้ที่ว่ามานั่นน่ะก็ไม่ต่างอะไรกับความตาย

ซัซส์มองไปยังอีกฝั่งหนึ่งของกระจอก แดจซ์กำลังขี่หลังเจ้าหน้าที่ในนั้นอยู่ แดจซ์นั้นปรบมือและหัวเราะด้วยความสุขใจ รอยยิ้มของเขายังคงเป็นเหมือนอย่างที่เคย แม้ว่าในตอนนี้เขาจะกลายเป็นลูซิแล้วก็ตาม แต่เพียงเพราะรอยหวัดๆ บนมือของเขาแท้ๆ มันจะทำให้เขาไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้อีกเลยหรือ....

“แล้วไม่มีวิธีเอารอยสักนี่ออกไปเลยรึ? น่าจะมีวิธีการตัดหนังออก เพื่อที่คุณจะได้เอารอยสักออกไปนี่ครับ?”

ในกรณีเลวร้ายที่สุด ถึงพวกเขาต้องตัดมือของแดจซ์ออกไป มันก็ยังดีซะกว่าการจะปล่อยให้เขากลายเป็นมอนสเตอร์หรือคริสตัล ต่อให้เขาไม่สามารถใช้มือได้อีกต่อไป เขาก็ยังมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

“พวกเราทำไม่ได้หรอกค่ะ พวกเราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแดจซ์ มีเรื่องเกี่ยวกับลูซิมากมายที่พวกเราก็ยังไม่รู้ ไม่สิ ที่จริงแล้วพวกเราก็ไม่รู้อะไรเลย”

“แต่ว่า...”

“ดิฉันเสียใจด้วยนะคะที่พวกเราไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย แต่ตอนนี้พวกเราต้องช่วยกันคิดถึงการค้นหาพลังของแดจซ์ และภารกิจของเขาค่ะ ส่วนการตัดลอกรอยสักออกนั้นคงต้องถือเป็นมาตรการสุดท้าย เราจะข้ามไปขั้นนั้นไม่ได้ค่ะ”

พูดง่ายกันจังเนอะ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหลือเวลาอีกซักแค่ไหน บางทีเวลาของเขาสำหรับการทำภารกิจอาจจะจำกัดอยู่แค่พรุ่งนี้ อาจจะมะรืนนี้ พวกเขาบอกไม่ได้ด้วยว่าเมื่อไหร่ บางทีมันอาจจะเป็นปีหรือสองปีนับจากนี้...

“แต่ก็มีความก้าวหน้าบ้างแล้วนะคะ”

“ก้าวหน้า? หมายความว่ายังไงน่ะ?”

“เอ่อ นี่ยังคงเป็นแค่สมมติฐานเท่านั้นนะคะ” นาบาตเริ่มอธิบาย “แดจซ์มีพลังในการรับรู้ถึงผู้ที่มาจากพัลส์ บางทีเขาอาจสามารถบอกได้ว่าลูซิที่โจมตีเอวลีดนั้นอยู่ที่ไหน รวมถึงตัวตนของฟัลซิที่ควบคุมพวกนั้นอยู่”

ความหวังที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดของเขา ดับดิ้นไปสู่ความสิ้นหวัง ต่อให้เขาสามารถบอกได้ว่าคนจากพัลส์นั้นอยู่ที่ไหน แต่มันจะช่วยอะไรได้ล่ะ? ซัซส์ไม่เห็นจะเข้าใจอะไรเลย แต่แล้วเขาก็ตระหนักได้ว่านี่คือความแตกต่างระหว่างเขากับ PSICOM สินะ สำหรับคนที่ต้องปกป้องโคคูนจากพัลส์ ความสามารถดังกล่าวคงถูกเรียกว่าเป็น “ความก้าวหน้า”

พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรไปจากฟัลซิ ก็แค่คนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากแดจซ์เท่านั้นแหละ

เขาไม่รู้ว่า PSICOM และรัฐบาลคาดหวังอะไรในตัวเขา เขาคงไม่อาจเชื่อใจนาบาตหรือใครใน PSICOM ได้อีกแล้ว คนๆ เดียวที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กับแดจซ์ ก็มีแค่ตัวเขาคนเดียวเท่านั้น

“ได้โปรด... ให้ผมได้พบกับแดจซ์ ให้ผมได้พบกับลูกชายของผมด้วยเถอะครับ”

“แน่นอน ตามมาทางนี้เลยค่ะ” นาบาตลุกขึ้นส่งยิ้ม ซัซส์ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกที่เขามีต่อนาบาตนั้นได้เปลี่ยนไปรึเปล่า ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเย็นชาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มของเธอ

“แดจซ์ตื่นเต้นมากเลยนะคะเมื่อได้ยินว่าคุณจะมาหาเขา”

ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจจะให้ซัซส์ทำอะไรกันแน่นะ? แต่ยังไงซะซัซส์ก็รู้แล้วว่าเขาเชื่อถือเธอไม่ได้

“พ่อฮะ!”

แดจซ์โผเข้ามาทันทีที่ประตูถูกเปิดออก

“แดจซ์!”

แดจซ์กระโดดเข้ามาหาเขา ขณะเดียวกันซัซส์ก็ดึงตัวลูกเข้ามาอุ้มเอาไว้ เขายังคงรู้สึกเหมือนเช่นเคย ยามที่เขาได้โอบอุ้มลูกน้อยไว้ในอ้อมแขน เขาตระหนักได้ถึงความเจ็บปวดที่จะเล่นงานเขาในยามที่ไม่มีแดจซ์อีกต่อไป เขาไม่อยากสูญเสียความรู้สึกนี้ ความอบอุ่นนี้ เขาจะปกป้องลูกของเขาให้ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม...

“นี่ พ่อฮับ...”

เขาปล่อยแดจซ์ลงแล้วรีบป้ายน้ำตาที่ไหลออกจากขอบตาให้หายไป

“มีอะไรเหรอ?” เขาคุกเข่าลงและมองหน้าของแดจซ์ชัดๆ

“ผมอยากเห็นดอกไม้ไฟ!! ดวงใหญ่ๆ เลย!!”

“ดอกไม้ไฟ?”

“ใช่ฮะ ดวงใหญ่ๆ เต็มท้องฟ้าเลย! เอาแบบนั้นน่ะฮะ” แดจซ์พูดพร้อมวาดมือเป็นวงกลมใหญ่ๆ ในอากาศ

“เอ่อ พวกเขายังต้องทำการทดสอบอีกน่ะ ดังนั้นตอนนี้คงยังพาไปดูไม่ได้หรอกนะ...”

“ไม่อ่ะ! จะเอาดอกไม้ไฟ! ดอกไม้ไฟใหญ่ๆ !”

ตัวซัซส์เองก็อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่แดจซ์ต้องการอยู่หรอก แต่เขาไม่คิดว่า PSICOM จะอนุญาตให้เขาทำได้น่ะสิ ยิ่งตอนนี้ที่พวกเขารู้แล้วว่าแดจซ์มีพลังในการรับรู้ถึงคนที่มาจากพัลส์ พวกเขาต้องจับแดจซ์ทดสอบไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้ถึงภารกิจของแดจซ์แน่ๆ

“งั้นไว้หลังเสร็จสิ้นการทดสอบเป็นไง?”

“ไม่เอาอ่ะ! ดอกไม้ไฟก็หมดกันพอดีสิฮับ!”

แดจซ์ดูดื้อรั้นมากกว่าที่เคย ปกติแล้วเวลาที่แดจซ์เรียกร้องอยากได้อะไร สุดท้ายเขาต้องยอมแพ้และทำตามที่ซัซส์พูดเสมอ นั่นจึงทำให้ซัซส์ปรารถนาที่จะให้ในสิ่งที่แดจซ์ต้องการ หากว่านั่นเป็นเรื่องที่เขาสามารถให้ได้

“แต่ตอนนี้มีการทดสอบรออยู่นะ...” ซัซส์หันไปมองที่นาบาต แดจซ์เองก็เป็นเด็กที่ดี หากเขาอธิบายออกไปว่าการทดสอบนั้นสำคัญเพียงไร แดจซ์ก็คงเข้าใจ ถึงจะต้องเสียใจ แต่แดจซ์ก็จะยังคงเชื่อฟัง แต่ในตอนนั้นนาบาตกลับพูดอะไรที่เขาคาดไม่ถึงออกมา

“ที่บอกว่าหมดกันพอดี เธอหมายถึงเทศกาลดอกไม้ไฟใช่มั้ยจ้ะ?”

ถูกเผง อีกสองวันข้างหน้าจะมีงานเทศกาลดอกไม้ไฟจัดขึ้นในเมืองโบดัม ซัซส์สงสัยว่าแดจซ์รู้มาจากโปสเตอร์ที่แปะไว้ในเมืองดังกล่าวตอนที่พวกเขา เดินทางผ่านไปจนเจอฟัลซิรึเปล่านะ

“ทำไมถึงอยากไปล่ะจ้ะ? เธอชอบดอกไม้ไฟเหรอ?”

แดจซ์เงยหน้าขึ้นราวกับว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นเขาก็เม้มปากแน่น

“มีอะไรเหรอแดจซ์”

“....ที่นั่นน่ะฮับ” เขากระซิบพร้อมกับกอดซัซส์ไว้แน่น

“ที่นั่นอะไรเหรอ?”

แดจซ์บดจมูกของตนลงไปที่ไหล่ของซัซส์พร้อมส่ายหน้า

“ตกลงแดจซ์ พวกเราจะไปชมดอกไม้ไฟด้วยกัน” นาบาตพูดพลางลูบหลังของแดจซ์ เธอพูดจริงรึเนี่ย?

“ท่านร้อยโทครับ ท่านแน่ใจเหรอว่าพวกเราควรที่จะ...”

“ดิฉันคิดว่ามันควรค่าแก่การตรวจสอบดู” เธอขยับแว่นตาของเธอขึ้นด้วยปลายนิ้ว ก่อนที่จะพยักหน้าให้กับเจ้าหน้าที่ดังกล่าว

“เราไม่เคยได้ยินแดจซ์พูดอะไรแบบนี้มาก่อน อาจเป็นไปได้ว่าพลังในการรับรู้ถึงผู้ที่มาจากพัลส์คงจะเริ่มทำงานแล้ว คงจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่งานเทศกาลดอกไม้ไฟในโบดัมแน่”

แน่นอนว่าวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนนอก กับวิธีที่เราปฏิบัติต่อคนในครอบครัวนั้นย่อมไม่เหมือนกัน ซัซส์ยังคงไม่ปริปากพูดอะไรออกมา พวกเขาคงอยากให้แดจซ์บรรลุภารกิจให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ซัซส์เพียงต้องการพาแดจซ์ไปยังเทศกาลดอกไม้ไฟเท่านั้น เขาไม่อยากให้เจ้าพวกนั้นทดสอบอะไรกับตัวแดจซ์อีกแล้ว